fbpx
Homeผู้หญิงเช็กด่วน! 7 สัญญาณเตือน ภาวะหัวใจโต อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

เช็กด่วน! 7 สัญญาณเตือน ภาวะหัวใจโต อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะหัวใจโต มีความอันตรายไม่แพ้หัวใจล้มเหลวเลยทีเดียว ดังนั้นควรสังเกตด่วน ว่าคุณมีอาการที่เสี่ยงหัวใจโตหรือไม่ เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก หรือใจสั่น เป็นต้น ซึ่งเราก็ได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญมาบอกต่อกันแล้ว ไปทำความเข้าใจกับสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลรักษากันเลย

สาเหตุที่ทำให้เกิด ภาวะหัวใจโต

ภาวะหัวใจโต เป็นภาวะที่หัวใจขยายตัวผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและร่างกายโดยรวม สาเหตุหัวใจโต มีหลายปัจจัยที่สามารถทำให้หัวใจขยายตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจแต่กำเนิด หรือภาวะอักเสบต่างๆ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อการดูแลและป้องกันในระยะยาว ถ้าหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

  • โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ความดันโลหิตที่สูงต่อเนื่อง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิต ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวและโตขึ้นตามมา
  • โรคหัวใจแต่กำเนิด เช่น ผนังหัวใจหนาหรือลิ้นหัวใจผิดปกติ อาจทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และเกิดการขยายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • โรคหัวใจอักเสบ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น โรคหัวใจอักเสบจากเชื้อไวรัส สามารถทำลายเนื้อเยื่อและทำให้หัวใจขยายตัวผิดปกติ
  • ภาวะอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวานที่ส่งผลต่อหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ

7 สัญญาณเตือนของภาวะหัวใจโต 

คุณควรสังเกต 7 สัญญาณเตือนหัวใจโต เพราะจะช่วยให้รับมือได้ทัน ก่อนจะสายเกินไป โดยมี อาการหัวใจโต ดังนี้

1.อาการแน่นหน้าอก 

อาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ ภาวะหัวใจโต คุณจะรู้สึกเหมือนมีแรงกดทับหรือบีบรัดบริเวณกลางอก อาจลามไปยังแขน คอ หรือลำคอ บางรายอาจมีอาการแน่นร่วมกับหายใจไม่สะดวกหรือเหงื่อออกมาก การมีอาการนี้บ่อยครั้งหรือรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เพราะอาการแน่นหน้าอกอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหัวใจอื่นๆ ได้ด้วย

2.หายใจลำบากตอนออกกำลังกายหรือพักผ่อน 

การมีอาการหายใจลำบากผิดปกติเป็นสัญญาณเตือนของหัวใจโต โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมที่ใช้แรง เช่น เดิน วิ่ง หรือแม้แต่ในเวลานอนพักผ่อน อาจรู้สึกเหมือนหายใจไม่เต็มปอด รู้สึกแน่นอึดอัดในทรวงอก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างละเอียด

3.เหนื่อยง่ายผิดปกติ 

อาการเหนื่อยง่ายเป็นสัญญาณเตือนว่าหัวใจอาจทำงานผิดปกติ เช่นเดียวกับภาวะหัวใจโตที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ส่งผลให้กล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายแม้ในกิจกรรมเล็กน้อย 

4.บวมตามขาและเท้า 

อาการบวมในบริเวณขา เท้า หรือหน้าท้องเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดจากหัวใจโต ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ดีพอ ส่งผลให้ของเหลวสะสมในเนื้อเยื่อและเกิดอาการบวม อาการนี้มักเป็นมากขึ้นในช่วงเย็นหรือหลังจากยืนเดินนานๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกวิธี 

5.อ่อนเพลียเรื้อรัง 

อาการอ่อนเพลียเรื้อรังเป็นสัญญาณของ ภาวะหัวใจโต ที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยและไม่มีแรงตลอดเวลา แม้พักผ่อนก็ไม่ดีขึ้น อาการนี้สามารถส่งผลต่อการทำงานประจำวันและคุณภาพชีวิต ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

6.ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกติ 

อาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นอาการหัวใจโต ที่อาจเกิดจากความผิดปกติของจังหวะหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ควรสังเกตว่าหัวใจเต้นเร็ว ช้าหรือลักษณะผิดปกติร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือแน่นหน้าอก การพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะรุนแรง ที่ต้องการการรักษาเร่งด่วน

7.เวียนศีรษะหรือเป็นลม 

อาการเวียนศีรษะหรือเป็นลม เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปยังสมองได้ดีพอ ส่งผลให้เกิดอาการวูบ หมดสติ หรือมึนงง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การมีอาการนี้ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น เหนื่อยง่าย บวม หรือใจสั่น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ผลกระทบของภาวะหัวใจโตต่อร่างกาย

ภาวะหัวใจโตส่งผลกระทบอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดอาการบวมตามเนื้อเยื่อ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และเวียนศีรษะ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนของหัวใจโตรุนแรง เช่น หลอดเลือดอุดตัน หัวใจวายเฉียบพลัน และภาวะซึมเศร้าในระยะยาว 

การวินิจฉัยและการตรวจคัดกรอง

การวินิจฉัยหัวใจโต เป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจหาสาเหตุและประเมินความรุนแรงของภาวะนี้ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • การตรวจด้วยอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพของหัวใจ ช่วยดูขนาดและโครงสร้างของหัวใจ รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ เป็นวิธีที่แม่นยำและไม่เจ็บปวด นิยมใช้เป็นการตรวจหลักในกรณีภาวะหัวใจโต
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการวัดและบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจด้วยสายไฟเล็กๆ ที่ติดกับผิวหนัง ช่วยวิเคราะห์จังหวะการเต้นและความผิดปกติของจังหวะหัวใจ เป็นการตรวจที่รวดเร็วและสามารถทำได้ง่ายในคลินิกหรือโรงพยาบาล
  • การตรวจเลือดและการวินิจฉัยเพิ่มเติม ตรวจเลือดเพื่อดูระดับสารเคมีและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ เช่น Troponin, BNP การวินิจฉัยเพิ่มเติมอาจรวมถึงการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เพื่อดูขนาดหัวใจและสภาพปอด อาจมีการทำ CT หรือ MRI หัวใจในกรณีที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

วิธีป้องกันและดูแลภาวะหัวใจโต

การป้องกัน และ การรักษาภาวะหัวใจโต สามารถทำได้ดังนี้

  • ควบคุมความดันโลหิต การรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจโตได้ ควรตรวจวัดและปรับพฤติกรรมและยาอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักและอาหารที่ดีต่อหัวใจ การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยลดภาระต่อหัวใจ การรับประทานอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ไขมันดี และลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง จะทำให้หัวใจมีสุขภาพที่ดีขึ้น
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพหัวใจและลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจโต ควรออกกำลังอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และไม่ใช้ยาเสพติด เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจโตในอนาคต

บทสรุป

ภาวะหัวใจโต เป็นอีกหนึ่งโรคหัวใจที่มีความอันตรายอย่างมาก ดังนั้นควรเฝ้าระวัง สังเกตอาการให้ดี ว่าคุณมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้หรือไม่ เพราะหากรู้เท่าทันและรักษาได้ไว ก็จะช่วยลดความอันตรายลง นอกจากนี้อย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปีอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 

1.ภาวะหัวใจโตรักษาหายไหม?

ภาวะหัวใจโตสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของภาวะ รวมถึงการได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การควบคุมความดันโลหิต การใช้ยา และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยบางกรณีอาจสามารถควบคุมไม่ให้หัวใจโตเพิ่มขึ้นและลดขนาดของหัวใจได้ 

2.ต้องดูแลตัวเองอย่างไรในระยะยาว?

การดูแลตัวเองในระยะยาวเพื่อป้องกันภาวะหัวใจโตและดูแลหัวใจให้แข็งแรง จะต้องควบคุมความดันโลหิต น้ำหนักตัว รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

3.การป้องกันภาวะหัวใจโตทำได้อย่างไร?

การป้องกันภาวะหัวใจโตสามารถทำได้โดยควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมน้ำหนักและอาหารที่ดีต่อหัวใจ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการตรวจสุขภาพเป็นระยะ 

อ้างอิง: 

เว็บไซต์ โรงพยาบาลรามคำแหง

เว็บไซต์ โรงพยาบาลศิครินทร์

เรื่องอื่นๆ ที่เราแนะนำสำหรับคุณ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular