ปัสสาวะเป็นเลือด คือสัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งมากระซิบว่า “เฮ้! มีอะไรผิดปกติแล้วนะ” อาการนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต กระเพาะปัสสาวะ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งได้เลยทีเดียว ดังนั้นใครที่มีอาการแบบนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบเช็กด่วนว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง
ปัสสาวะเป็นเลือดคืออะไร?
ปัสสาวะเป็นเลือด หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Blood in the urine คือภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงปะปนออกมากับปัสสาวะของเรา บางคนเห็นเป็นสีแดงจ๋า ชมพู หรือออกน้ำตาลคล้ายโค้กก็มี ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ออกมา ไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะมันเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัยเลยทีเดียว บางครั้งเลือดอาจออกมาน้อยจนสังเกตไม่เห็น ต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ถึงจะรู้ (เรียกว่าปัสสาวะเป็นเลือดชนิดซ่อนเร้น) แต่ถ้าเห็นชัดๆ ก็อย่าตกใจจนเกินไป เพราะมันเป็นสัญญาณสำคัญที่ร่างกายส่งมาบอกว่ามีอะไรผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ ดังนั้นถ้าเจออาการนี้ อย่าเพิ่งนิ่งเฉย รีบหาสาเหตุกันเลย
สาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด
การที่ ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้
- การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาก่อกวนในระบบทางเดินปัสสาวะ จะทำให้เกิดการอักเสบและมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ อาการมักมาพร้อมปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือมีไข้
- นิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะ ก้อนนิ่วเหมือนเศษหินเล็ก ๆ ที่ไปขูดผนังไตหรือกระเพาะปัสสาวะจนเกิดแผล เลือดจึงหลุดออกมาปะปนกับปัสสาวะ
- โรคเกี่ยวกับไต (เช่น ไตอักเสบ) ไตที่อักเสบหรือมีปัญหาอื่น ๆ อาจทำให้ผนังไตเสียหาย เลือดจึงรั่วออกมาได้ง่าย เกิดเป็นปัสสาวะปนเลือด
- โรคมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ มะเร็งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดเลือดออกในปัสสาวะได้ โดยบางครั้งอาจไม่มีอาการอื่นร่วมเลย
- โรคต่อมลูกหมาก สำหรับผู้ชาย ต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบสามารถกดทับหรือทำให้หลอดเลือดในระบบปัสสาวะเสียหาย เกิดเลือดออกตามมา
- การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ อุบัติเหตุที่ท้อง หลัง หรือบริเวณใกล้ไต อาจทำให้เส้นเลือดในอวัยวะเหล่านี้ฉีกขาด เลือดจึงออกมาปะปนกับปัสสาวะ
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ยาบางตัว เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาบางชนิดที่ส่งผลข้างเคียงต่อไต อาจทำให้เกิดปัสสาวะเป็นเลือดได้
ปัสสาวะเป็นเลือดในแต่ละกลุ่มอายุ/เพศ
- ผู้หญิงมักเจอปัสสาวะเป็นเลือดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้บ่อย เพราะท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคขึ้นไปถึงกระเพาะปัสสาวะง่ายขึ้น บางครั้งอาจเกิดจากโรคนิ่วหรือโรคไต
- ผู้ชาย โดยเฉพาะวัยกลางคนขึ้นไป สาเหตุอันดับต้น ๆ คือโรคต่อมลูกหมาก ทั้งโตและอักเสบ ซึ่งไปกดเบียดท่อปัสสาวะจนอาจมีเลือดออก นอกจากนี้ยังเจอโรคนิ่ว ไตอักเสบ หรือแม้แต่มะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน ถ้ามีเลือดออกโดยไม่รู้สาเหตุควรรีบพบแพทย์
- เด็ก แม้จะพบไม่บ่อย แต่เด็กก็มีโอกาสปัสสาวะเป็นเลือดได้ โดยสาเหตุหลักมักมาจากโรคไตอักเสบ หลังการติดเชื้อในลำคอหรือผิวหนัง นอกจากนี้อาจเกิดจากการบาดเจ็บขณะเล่นซน หรือมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตัวบวม หรือปัสสาวะน้อยลง
- ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเกี่ยวกับไตและระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้เส้นเลือดเปราะบางขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับผลข้างเคียงจากยาหลายชนิดที่ต้องทานประจำ จึงควรหมั่นสังเกตและรีบตรวจหาสาเหตุหากพบความผิดปกติ
อาการแทรกซ้อนที่ควรระวัง
ในคนที่ปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีภาวะแทรกซ้อน ที่ควรระวังดังนี้
- ปวดแสบหรือเจ็บขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะขัด หรือปัสสาวะออกน้อย
- มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น
- ปวดหลังหรือปวดท้องบริเวณเอวหรือชายโครง
ปัสสาวะเป็นเลือดอันตรายหรือไม่?
บอกเลยว่า อาการปัสสาวะเป็นเลือด ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรมองข้าม เพราะแม้อาการนี้บางครั้งจะเกิดจากสาเหตุไม่รุนแรง เช่น การติดเชื้อเล็กน้อย แต่ก็อาจซ่อนโรคร้ายแรงอย่างไตอักเสบ นิ่ว หรือแม้แต่มะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะไว้ได้เหมือนกัน หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสอบหรือรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเสียเลือดมากจนร่างกายอ่อนเพลีย ดังนั้น หากพบเลือดในปัสสาวะ โดยเฉพาะถ้ามีอาการร่วม เช่น ปวดหลัง ไข้สูง หรือปัสสาวะลำบาก ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยผ่านเพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายที่คุณไม่ควรมองข้าม
เมื่อตรวจพบปัสสาวะเป็นเลือด ควรทำอย่างไร?
สำหรับคนที่ ปัสสาวะเป็นเลือด ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรทำอย่างไรบ้าง มาดูกันเลย
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
- พบแพทย์เพื่อซักประวัติอาการและปัจจัยเสี่ยง
- ตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันว่ามีเลือดจริงและดูความผิดปกติอื่น ๆ
- อาจมีการตรวจเลือด ตรวจภาพถ่ายทางรังสี (เช่น อัลตราซาวด์, CT scan) หรือส่องกล้องเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด
การดูแลตนเองเบื้องต้น
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของทางเดินปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน ๆ
- งดกิจกรรมที่หนักหรืออาจทำให้เกิดการกระแทกบริเวณท้อง
- หลีกเลี่ยงยาหรือสมุนไพรที่อาจกระตุ้นให้เลือดออก โดยเฉพาะยาที่ไม่ได้ผ่านการแนะนำจากแพทย์
เมื่อไรควรไปพบแพทย์
- หากเห็นเลือดในปัสสาวะมากกว่าหนึ่งครั้งหรือปัสสาวะเป็นสีแดงเข้มหรือดำ
- มีอาการร่วม เช่น ปวดหลัง ปวดท้อง ไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขัด
- หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน หรือมีประวัติโรคไต มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
- หากปริมาณเลือดมากหรือมีลิ่มเลือด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
วิธีป้องกันการเกิดปัสสาวะเป็นเลือด
การป้องกันปัสสาวะเป็นเลือดเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการดูแลสุขภาพตัวเองในทุกวัน อย่างแรกคือการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพราะน้ำจะช่วยเจือจางและขับของเสียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ลดโอกาสเกิดนิ่วและการติดเชื้อ นอกจากนี้ควรปัสสาวะบ่อย ๆ อย่ากลั้นปัสสาวะนาน เพราะจะสร้างโอกาสให้เชื้อโรคสะสมมากขึ้น หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ โดยเลือกใช้สบู่อ่อนและซับให้แห้งอยู่เสมอ สำหรับผู้หญิงควรเช็ดจากหน้าไปหลังหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือสมุนไพรที่ไม่แน่ใจผลข้างเคียงโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ และใส่ใจสัญญาณเตือนของร่างกายอยู่เสมอ เช่น ปวดหลัง ปวดท้อง หรือปัสสาวะขัด หากมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไตหรือระบบทางเดินปัสสาวะ ควรไปพบแพทย์ตามนัดและตรวจสุขภาพเป็นประจำ
อาการปัสสาวะเป็นเลือด ถือเป็นภาวะผิดปกติที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายก็ได้ ดังนั้นควรสังเกตอาการต่างๆ อยู่เสมอ และพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาได้ทันนั่นเอง
เรื่องอื่นๆที่เราแนะนำสำหรับคุณ:
