ผู้หญิงทุกคนเมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ก็จะดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตกำลังอาศัยอยู่ในท้องของคุณแม่ด้วย แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านไม่ว่าจะดูแลสุขภาพครรภ์ได้ดีอย่างไรก็กลับเจอ ภาวะ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกจากมดลูก เกิดจากอะไรได้บ้าง และเลือดที่ออกมานั้นคืออาการใด และควรปฏิบัติตัวอย่างไร? ต้องมาดูกันเลย
เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรได้บ้าง
ภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
1.เลือดล้างหน้าเด็ก
เป็นเลือดที่เกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังเข้าไปในเยื่อบุมดลูก ซึ่งในบางครั้งการฝังตัวนี้ อาจทำให้เส้นเลือดฝอยในโพรงมดลูกแตกได้ ทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอด โดยเลือดล้างหน้าเด็กจะมาใกล้ ๆ กับช่วงที่มีประจำเดือนค่ะ แต่จะไม่มีอาการนำ และ มีปริมาณเพียงเล็กน้อย บางครั้งก็แค่ติดกางเกงชั้นในเท่านั้น ใช้เวลาเพียง 1-2 วันเลือดก็หมด
2.แท้งคุกคาม
โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ๆ ซึ่งคุณแม่จะมีเลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกันค่ะ แต่ปริมาณเลือดมากกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก และเป็นอยู่นานหลาย ๆ วัน ในขณะที่ปากมดลูกยังปิดอยู่ หากมาพบแพทย์ทันเวลาและอาการไม่รุนแรงมาก ก็จะสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้โดยที่แพทย์จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ฉีดยากันแท้ง และ คุณแม่ก็ต้องนอนพักมาก ๆ หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หลีกเลี่ยงการเดินทาง การมีเพศสัมพันธ์ และการสวนถ่ายอุจจาระไว้ก่อน
3.แท้งบุตร
จะมีอาการปวดท้อง เลือดไหลออกทางช่องคลอด น้ำคร่ำ ตัวอ่อน และชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์ เช่น รก ถุงน้ำคร่ำ หลุดออกมา หากหลุดออกมาทั้งหมด จะเรียกว่าแท้งสมบูรณ์ เลือดที่ออกมาก็จะมีปริมาณไม่มาก แต่หากมีชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์บางส่วนค้างอยู่ภายในมดลูก จะทำให้มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี เลือดจะไหลออกมาไม่หยุดจนทำให้ช็อคได้ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการดูดชิ้นส่วนออกมาให้หมด หลังจากนั้นมดลูกจะบีบตัวได้ดีแล้วเลือดก็จะหยุดไหลไปเองค่ะ การแท้งบุตรที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องพบแพทย์นะคะ หากมีตัวอ่อนค้างอยู่ในโพรงมดลูกนาน 4 – 8 สัปดาห์ คุณแม่จะเกิดภาวะเลือดแข็งตัวช้าผิดปกติได้ค่ะ
การป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์
ภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารก การป้องกันและดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อไปนี้เป็นวิธีการป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์
- ฝากครรภ์และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การพบแพทย์ตามนัดช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้แต่เนิ่นๆ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก
- ออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ การเดินเบาๆ หรือโยคะสำหรับคนท้องช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- สังเกตอาการผิดปกติ หากพบอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบพบแพทย์ทันที
- จัดการความเครียด ฝึกเทคนิคผ่อนคลายความเครียด เช่น การหายใจลึกๆ หรือการทำสมาธิ
- ดูแลสุขอนามัยช่องปาก รักษาสุขภาพฟันและเหงือกให้แข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
การป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความใส่ใจ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะของตนเอง
สัญญาณอันตรายในคนท้อง ที่ต้องระวัง
การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด สัญญาณอันตรายบางอย่างอาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์โดยด่วน ต่อไปนี้คือสัญญาณอันตรายที่คนท้องควรระวัง:
- เลือดออกทางช่องคลอด อาจบ่งชี้ถึงภาวะรกเกาะต่ำ หรือการแท้งบุตร ควรพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด
- ปวดศีรษะรุนแรงและต่อเนื่อง อาจเป็นอาการของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
- บวมที่หน้า มือ และเท้าอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ
- ไข้สูง อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์
- อาเจียนรุนแรงและต่อเนื่อง นอกจากทำให้ขาดน้ำ ยังอาจเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
- ทารกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจบ่งชี้ถึงภาวะทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน
- น้ำเดินก่อนกำหนดคลอด เสี่ยงต่อการติดเชื้อและการคลอดก่อนกำหนด
- ตาพร่ามัว มองเห็นจุดกระพริบ อาจเป็นสัญญาณของภาวะความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อย อาจเกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือโรคหัวใจ
หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือไปโรงพยาบาลโดยด่วน การตระหนักรู้และเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายเหล่านี้จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของทั้งมารดาและทารก
เรื่องอื่นๆที่เราแนะนำสำหรับคุณ: