fbpx
Homeการตั้งครรภ์ภาวะ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรได้บ้าง มีอาการใดบ้าง?

ภาวะ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรได้บ้าง มีอาการใดบ้าง?

ผู้หญิงทุกคนเมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ก็จะดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตกำลังอาศัยอยู่ในท้องของคุณแม่ด้วย แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านไม่ว่าจะดูแลสุขภาพครรภ์ได้ดีอย่างไรก็กลับเจอ ภาวะ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์  คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกจากมดลูก เกิดจากอะไรได้บ้าง และเลือดที่ออกมานั้นคืออาการใด และควรปฏิบัติตัวอย่างไร? ต้องมาดูกันเลย

เลือดออกขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไรได้บ้าง

ภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1.เลือดล้างหน้าเด็ก

เป็นเลือดที่เกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังเข้าไปในเยื่อบุมดลูก ซึ่งในบางครั้งการฝังตัวนี้ อาจทำให้เส้นเลือดฝอยในโพรงมดลูกแตกได้ ทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอด โดยเลือดล้างหน้าเด็กจะมาใกล้ ๆ กับช่วงที่มีประจำเดือนค่ะ แต่จะไม่มีอาการนำ และ มีปริมาณเพียงเล็กน้อย บางครั้งก็แค่ติดกางเกงชั้นในเท่านั้น ใช้เวลาเพียง 1-2 วันเลือดก็หมด

2.แท้งคุกคาม

โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ๆ ซึ่งคุณแม่จะมีเลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกันค่ะ แต่ปริมาณเลือดมากกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก และเป็นอยู่นานหลาย ๆ วัน ในขณะที่ปากมดลูกยังปิดอยู่  หากมาพบแพทย์ทันเวลาและอาการไม่รุนแรงมาก ก็จะสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้โดยที่แพทย์จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ฉีดยากันแท้ง และ คุณแม่ก็ต้องนอนพักมาก ๆ หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หลีกเลี่ยงการเดินทาง การมีเพศสัมพันธ์ และการสวนถ่ายอุจจาระไว้ก่อน

3.แท้งบุตร

จะมีอาการปวดท้อง เลือดไหลออกทางช่องคลอด น้ำคร่ำ ตัวอ่อน และชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์ เช่น รก ถุงน้ำคร่ำ หลุดออกมา หากหลุดออกมาทั้งหมด จะเรียกว่าแท้งสมบูรณ์ เลือดที่ออกมาก็จะมีปริมาณไม่มาก แต่หากมีชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์บางส่วนค้างอยู่ภายในมดลูก จะทำให้มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี เลือดจะไหลออกมาไม่หยุดจนทำให้ช็อคได้  ซึ่งแพทย์จะต้องทำการดูดชิ้นส่วนออกมาให้หมด หลังจากนั้นมดลูกจะบีบตัวได้ดีแล้วเลือดก็จะหยุดไหลไปเองค่ะ การแท้งบุตรที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องพบแพทย์นะคะ หากมีตัวอ่อนค้างอยู่ในโพรงมดลูกนาน 4 – 8 สัปดาห์ คุณแม่จะเกิดภาวะเลือดแข็งตัวช้าผิดปกติได้ค่ะ

การป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์

ภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารก การป้องกันและดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อไปนี้เป็นวิธีการป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์

  1. ฝากครรภ์และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การพบแพทย์ตามนัดช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้แต่เนิ่นๆ
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด
  3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก
  5. ออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ การเดินเบาๆ หรือโยคะสำหรับคนท้องช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  6. สังเกตอาการผิดปกติ หากพบอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบพบแพทย์ทันที
  7. จัดการความเครียด ฝึกเทคนิคผ่อนคลายความเครียด เช่น การหายใจลึกๆ หรือการทำสมาธิ
  8. ดูแลสุขอนามัยช่องปาก รักษาสุขภาพฟันและเหงือกให้แข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ

การป้องกันภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความใส่ใจ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาวะของตนเอง

สัญญาณอันตรายในคนท้อง ที่ต้องระวัง

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด สัญญาณอันตรายบางอย่างอาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์โดยด่วน ต่อไปนี้คือสัญญาณอันตรายที่คนท้องควรระวัง:

  1. เลือดออกทางช่องคลอด อาจบ่งชี้ถึงภาวะรกเกาะต่ำ หรือการแท้งบุตร ควรพบแพทย์ทันที
  2. ปวดท้องรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด
  3. ปวดศีรษะรุนแรงและต่อเนื่อง อาจเป็นอาการของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
  4. บวมที่หน้า มือ และเท้าอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ
  5. ไข้สูง อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  6. อาเจียนรุนแรงและต่อเนื่อง นอกจากทำให้ขาดน้ำ ยังอาจเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
  7. ทารกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจบ่งชี้ถึงภาวะทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน
  8. น้ำเดินก่อนกำหนดคลอด เสี่ยงต่อการติดเชื้อและการคลอดก่อนกำหนด
  9. ตาพร่ามัว มองเห็นจุดกระพริบ อาจเป็นสัญญาณของภาวะความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  10. หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อย อาจเกิดจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือโรคหัวใจ

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือไปโรงพยาบาลโดยด่วน การตระหนักรู้และเฝ้าระวังสัญญาณอันตรายเหล่านี้จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและส่งเสริมสุขภาพที่ดีของทั้งมารดาและทารก

เรื่องอื่นๆที่เราแนะนำสำหรับคุณ:

RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular